สู่เส้นทางตลาดสีเขียวเพื่อความยั่งยืนและเป็นจริง |
|
กระบวนการผลิตอาหารตามแบบวิธีดั้งเดิมและด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการเร่งรัดให้ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด แต่สามารถรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณการผลิตได้โดยใช้วิธีการทางชีวภาพ เช่น การรักษาคุณภาพดินที่เพาะปลูกด้วยปุ๋ยอินทรีย์ การกำจัดศัตรูพืชโดยการพัฒนาจากวิธีทางธรรมชาติ การผลิตอาหารที่คงคุณภาพผลิตภัณฑ์จะให้ทั้งรสชาติ คุณค่าอาหาร และความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่เกิดจากการบริโภคอาหารปนเปื้อน หรือปรุงแต่งด้วยสารเคมี นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยรักษาความหลากหลายของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ และสิ่งแวดล้อมของชุมชน การปรุงอาหารที่ลดขั้นตอนการแปรรูปให้น้อยลง ไม่ต้องพึ่งพาสารสังเคราะห์เพื่อปรุงรส หรือสารกันบูด เพื่อขนส่งอาหารข้ามถิ่นไปในระยะทางไกลๆ และต้องใช้เวลานาน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้สารเคมี ผลดีที่ตามมาคือ การกระตุ้นระบบการผลิต ซื้อ ขาย ของท้องถิ่น เพื่อให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยลดการพึ่งพาระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ของเสียจากกระบวนการผลิตก็น้อยและกำจัดได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังแปรรูปสำหรับนำกลับมาใช้ในชุมชนได้ เช่น ก๊าซหรือปุ๋ยที่ผลิตจากมูลสัตว์, กากอาหาร, เปลือกผลไม้ ฯลฯ นอกจากนี้ยังลดสารเคมีตกค้างในสภาพแวดล้อมได้อีกด้วย เส้นทางสู่ตลาดสีเขียวควรดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติและการพัฒนาที่ยึดหลักความยั่งยืนของโลก
|
|
การตลาดสีเขียว
ควรมีการจัดการและการกระจายสินค้าที่ดี เช่น ๑.การมีร้านกรีนที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนกันในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การขนส่งสินค้าจากแหล่งผลิตเดียวกันแล้วนำมากระจายตามร้านกรีนที่มีอยู่ในเครือข่ายอันจะช่วยประหยัดน้ำมันและค่าขนส่ง หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้สินค้า อาทิ การจัดเสวนาพูดคุยกับผู้ผลิตที่เชิญมาบรรยายหมุนเวียนไปในร้านกรีนต่างๆ ๒.การสมัครสมาชิกที่ให้รับสินค้าได้จากร้านใกล้บ้าน อาทิ สถานีออร์กานิค ร้านหนังสืออิสระ ร้านมังสวิรัติ ร้านอาหารสุขภาพ ๓.การบริการส่งสินค้าได้ถึงบ้าน ๔.การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหนตามที่กล่าวมา สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับผู้บริโภคในเรื่องการผลิตที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การให้ข้อมูลการผลิต อาทิ ผลิตที่ไหน ผลิตโดยใครผลิตอย่างไร และมีส่วนประกอบของอาหารอะไรบ้าง ผู้บริโภคควรรู้ถึงความแตกต่างในการผลิตอาหารจากผลิตภัณฑ์เกษตรเคมีที่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมกับการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ที่ช่วยรักษาห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ
ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ความฝัน เราทำให้ตลาดสีเขียวเป็นจริงได้ตั้งแต่วันนี้
|
| มารู้จักกับเครือข่ายตลาดสีเขียว วันนี้ตลาดสีเขียวเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งดำเนินการในรูปแบบของ เครือข่ายตลาดสีเขียว อันเป็นเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงและขยายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคในรูปแบบการตลาดสีเขียว และส่งเสริม สนับสนุนสินค้า ผลิตภัณฑ์(Green product) บริการ ทั้งจากผู้ประกอบการสีเขียว(Green business producer) และชุมชน (community producer) อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการกระตุ้นจิตสำนึกและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจต่อการบริโภคที่ยั่งยืนและก่อให้เกิดการรวมกลุ่มผู้บริโภคสีเขียว(Green consumption) อีกด้วย
|
| เครือข่ายตลาดสีเขียวมีกิจกรรมอะไรบ้าง เรามีกิจกรรมหลากหลายซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งด้านผู้ผลิต ผู้ประกอบการร้านกรีน และผู้บริโภค ดังนี้ 1. งานกรีนแฟร์ (งานแสดงผลิตภัณฑ์อินทรีย์และผลผลิตตลาดเขียวชุมชน) ในระหว่างวันที่ 12-15 ธันวาคม 2551 2. Organic Day เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์เรื่องการตลาดสีเขียวให้กับสถาบันต่างๆ ปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความสำคัญของการผลิตและการบริโภคอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม, รวมทั้งสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และขยายแนวคิดการตลาดสีเขียวสู่สาธารณะ 3. เวบไซต์ thaigreenmarket.com เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับตลาดสีเขียวและเกษตรอินทรีย์รวมทั้งเชื่อมโยงกิจกรรม ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือทำการตลาดผ่านเวบไซต์ 4. การสร้างเครือข่ายร้านกรีน เพื่อสร้างเครือข่ายของผู้ประกอบการร้านกรีน ที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าจากขบวนการผลิตด้วยวิธีทางธรรมชาติที่ปลอดสารพิษ ทั้งจากชุมชน ผู้ประกอบการผลิตและผู้แปรรูปขนาดเล็กและขนาดกลาง 5. การสร้างเครือข่ายผู้บริโภคสีเขียว เพื่อรวมตัวผู้บริโภคที่สนใจในเรื่องอาหารปลอดสารพิษและการบริโภคที่คำนึงถึงความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมโดยเน้นการเคารพและเอื้ออาทรต่อระบบนิเวศ 6. กรีนไกด์บุ๊ค(Green guide book) เป็นหนังสือที่รวบรวมฐานข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการในเครือข่ายตลาดสีเขียว 7. จุลสารกรีน (Green journal) เพื่อประชาสัมพันธ์เรื่องราวของเครือข่ายตลาดสีเขียวให้กับสาธารณะชนทั่วไปที่สนใจและเพื่อให้เกิดกระแสการตลาดและการบริโภคสีเขียวมีความชัดเจนมั่นใจและเห็นถึงพลังแห่งการเติบโต 8.การเยี่ยมชมฟาร์ม (Farm visit) เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณค่าของการผลิต ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตของเกษตรกรที่อยู่ในระบบเกษตรอินทรีย์ด้วยตนเอง ได้สัมผัสถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนในแต่ละแหล่ง |